2009/Sep/23

เมื่ออยู่ที่นี่ อยู่พักใหญ่ๆ  เราเพิ่งรู้ว่า

สิ่งที่เราเรียนรู้เมื่อตอนเป็นชาวบ้าน

มันเป็นความรู้ที่ผิดทั้งหมดเลย

(พระอ. ให้เราบวชเป็นแม่ชีเมื่อท่านเห็นเจตนาว่าเราจะอยู่1 พรรษา

หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีสามเณรี รูปหนึ่งเสนอชื่อให้เรา

ได้บวชเป็น สามเณรี เราจึงมีโอกาสได้ใส่ผ้าไตรจีวร )

 

เราจึงลบความรู้เก่าๆ ทิ้งไป แล้วเริ่มเรียนรู้ใหม่

โดยศึกษาจากในพระไตรปิฏกไปด้วย

แล้วก็มีพระอ.ชี้แนะให้อีกด้วย

ถึงตอนนี้ เราเริ่มเข้าใจอะไรมากขึ้น

แล้วได้ศึกษา วินัยของภิกษุสงฆ์จริง

 

หลังจากเราอยู่ได้ 1 พรรษา  เราขอ พระ.อ อยู่ต่อไป

ในแบบไม่มีกำหนด คือขออยู่ไปเรื่อยๆ

จนเข้าใจขันธ์5 อริยสัจ4 อริยมรรค ปฏิจจสมุปปบาท

จนอยู่ถึง ปี 52 เดือน มีนาคม ก็ขอลาสึก

เพราะต้องช่วยเหลือการงานทางบ้าน

 

ชีวิตของนักบวช เป็นชีวิตที่ดีที่สุด

เพราะไม่ต้องเบียดเบียนผู้ใด

อยู่ด้วย วิถีชิวิตในแบบ อริยสัจ4  มีสัมมาทิฏฐิ

มีอริยมรรค  อยู่ด้วยสันโดษ    เยี่ยมยอดมาก

 

END.....

ปล. ปัจจุบัน ก็ยังคงใช่ชีวิตแบบนั้นอยู่

ถึงแม้จะสึกมาเป้นชาวบ้านแล้ว

 

 

2009/Sep/14

เมื่อถึงวันเข้าพรรษา


เราพร้อมครองครัว ก็เดินทางมาที่วัด


เพื่อครวองครัวเรามาส่ง แล้วจึงกลับ

 

เราก็ไปลงทะเบียนขออาศัยอยู่ที่วัด

แล้วก็ได้ กุฎิ เอาสำภาระไปไว้ที่กุฎิ

ก็เดินสำรวจสถานที่ สักพักหนึ่ง

เราก็ตกใจว่า ทำไมแม่ชีที่นี่ใส่ชุดแปลกๆ

 

ชุดที่ใส่ เหมือนภิกษุ เลย แล้วท่านก็เดินมาทางเรา


เอ๊ะ ท่านคงมีอะไรกับเรา กะเลยรอท่านอยู่ตรงนี้


เมื่อท่านเเดินมาถึง ก็บอกว่า ไปเปลี่ยนเป็นชุดขาวสิ


ห้องผ้าอยู่ทางนูนนะ เดินตามทางไป


น้ำเสียง + แววตา ท่านดุมาก


เราก็รับคำ แล้วก็เดินไป พร้อมกับนึกในใจ


"เป็นใครวะเนี่ยะ " (มารู้ภายหลัง ท่านเป็นสามเณรี)

 

 

หลังจากเปลี่ยนชุด อะไรเรียบร้อย ก็มีอีกท่านหนึ่ง


ใส่ชุดแบบเดียวกับท่านแรก เรียกให้ไปช่วยงานวัด


เราก็ทำตามท่านทุกอย่าง


แต่ก็สงสัยว่า "เอ๊ะ มีกิจวัดทั้งวัดแบบนี้


จะเอาเวลาไหน ปฏิบัติธรรมกัน" (แค่คิดในใจนะ ไม่ได้พูดออกมา)

 

วันแรก เราได้ทำกิจทางวัดทั้งวัน ซึ่งเรางงมาก


เรามาเข้าพรรษา เพื่อมาปฏิบัติธรรม


ไงต้องมาทำกิจวัดทั้งวันเลยวะเนี่ยะ


เราอยู่ในสภาพนี้ อยู่ 1 อาทิตย์ จึงเริ่มเข้าใจ


วิถีชีวิตของที่นี่

 

ในช่วงที่เราอยู่ได้ 3- 4 วันแรก ไม่ได้เจอ


พระอ. ใหญของที่นี่เลย มาเจอในช่วง วันที่ 5


ท่านเรียกเราไป คุย พร้อมทั้งถาม ประวัติส่วนตัวนิดหน่อย


(ซึงมารู้ตอนหลังว่า ท่านบวชเป็นภิกษุณี)


หลังคุยกับท่านอยู่พักใหญ่ ท่านก็ถามว่า


เรียนรู้ ขันธ์5 อายตนะ ที่เป็นธรรมพื้นฐาน หรือยัง


เราก็ตอบว่า ก็เรียนมาบาง จากตอนอยู่บ้าน

 

ท่านก็บอกให้ สามเณรีท่านหนึ่ง ให้พาไปสอน


แล้วก็ให้เราตามไป . . .แล้วท่านก็สอนตามที่ พระอ. สั่ง


หลังจากนั้น สามเณรี ท่านนี้ก็คลายเป็น พี่เลี้ยงเรา


มาโดยตลอดระยะเวลาที่เราอยู่ที่นั้น


เราไม่เข้าใจ หรือสงสัย เราก็ถามท่าน มาตลอด


ยกเว้นว่า ท่านตอบไม่ได้ ท่านจะแนะนำให้ไป ถามพระอ.

 

โปรดอ่านต่อ ในคร่าวหน้าจ้า  มีกิจต้องไปทำแล้ว

 

edit @ 23 Sep 2009 04:35:27 by 190

2009/Sep/08

กราบสวัสดีทุกท่าน เจ้า

เนื่องด้วย ไม่ได้อัฟนาน ก็เพราไปบวชมา จึงมาแบ่งปันชีวิตในช่วงที่บวช

ให้ทุกท่านได้เรียนรู้เป็นวิทยาทานเจ้าก๊ะ

 

 

ก่อนในวันที่เข้าพรรษา ในปี 2551

เราตัดสินใจ ไปใช้ชีวิตในวัด โดยขออนุญาติจากแม่

"จะไปอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ไม่มีกำหนด จะอยู่ไปเรื่อยๆ

อย่างน้อยสักพรรษาหนึ่ง หรืออาจจะนานกว่านั้น" เรากล่าวกับแม่

ในท่าทีของแม่ เมื่อได้ยินก็มีท่าทีที่ ไม่อยากให้ไป

เนื่องด้วยเพราะว่า เราเป็นผู้หญิง

 

นั้นนะสิเราเป็นผู้หญิง .... ? 

เราจึงบอกแม่ไปว่า วัดที่เราไปอยู่นั้นเป็นวัดที่มีแต่ผู้หญิง

และปลอดภัย (ยังไม่เคยไปอยู่หรอก แต่บอกให้แม่สบายใจไปก่อน )

เมื่อคุยกับแม่อยู่นาน จนแม่ยอม  . . . (กว่าจะยอม เล่นเอา น้ำหมดไปหลายแก้วมาก )

 

เราจึงไปค้นหาวัด ตามที่เราตั้งโจทย์ไว้ ก็คือ

1. เป็นวัดที่มี วิถีชีวิตที่อยู่ในสัมมาทิฏฐิ และอริยสัจ4

2. เป็นวัดที่มี แต่ผู้หญิง  เพื่อ จะได้ไม่ต้องกังวล กับการวางเนื้อวางตัวมาก

และที่สำคัญ เวลาเจ็บป่วย จะคุยได้ง่าย กว่า คุยกับเพศตรงข้าม

3.เป็นวัดที่มีการเรียนการสอน โดยยึดหลักตามพระไตรปิฏก จริงๆ 

 

 เมื่อค้นหาเจอแล้ว เรามาสะดุ้ดใจอยุ่วัดหนึ่ง ซึ่งเป็นวัดที่มีแต่ผู้หญิงจริงๆ

เราจึงตัดสินใจเลือกวัดนี้ โดยทันที

(ก็มีถามข้อมูลจากเพื่อนๆ อยู่บ้างว่า แนวกานสอนเป็นอย่างไร)

 

ปล. เพื่อน อาจจะสงสัยว่า แล้วจะรู้ได้อย่างไร? ว่าวัดนั้น เป็นไปตามโจทย์ที่เราตั้งไว้ 

คำตอบคือ ต้องลองไปใช้ชีวิตในวัดนั้นจริงๆ จึงจะรู้ เจ้าก๊ะ

โปรดติดตามตอนต่อไป. . .(เพราะถึงเวลาต้องไปทำกิจ)

edit @ 8 Sep 2009 16:24:50 by +Yim+